Showing posts with label Thailand. Show all posts
Showing posts with label Thailand. Show all posts

Tuesday, January 29, 2008

โปรดเกล้าฯ สมัครเป็นนายกฯคนที่ 25

นายสมัคร สุนทรเวช

เวลาประมาณ 17.30 น.วันนี้ (29 ม.ค.) นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน
ได้แถลงเปิดใจภายหลังจาก รับสนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี คนที่ 25 ที่บ้านพักซอยนวมินทร์

“กระผม นายสมัคร สุนทรเวช ขอสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯไว้วางพระราชหฤทัยแต่งตั้งให้ ผมทำหน้าที่นายกรัฐมนตรี ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ขอเรียนท่านที่เคารพที่มาร่วมในงานนี้ ขอขอบพระคุณทุกท่านที่มาร่วมในการแสดงความยินดีในงาน ซึ่งผมจะมารับหน้าที่ซึ่งร่วมกับ ท่านทั้งหลายในบางส่วนที่ทำงานอยู่ด้วยกัน

กระผมเดินทางมาในเรื่องของการเมือง ตลอดชีวิตผมค่อนชีวิต อยู่ในวงการเมืองตั้งแต่การเมืองท้องถิ่น จนมาเป็นการเมือง ระดับชาติ เป็นรัฐมนตรี เป็นรองนายกรัฐมนตรี แล้วก็ย้อนกลับไปทำงานท้องถิ่น และก็ตั้งใจว่าจะเกษียณอายุ ทางการเมืองในตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา ได้รับเลือกตั้งมาแล้ว ทำหน้าที่อยู่เพียง 5 เดือน ก็เกิดการปฏิวัติยึดอำนาจ


เมื่อมีรัฐธรรมนูญใหม่ประกาศใช้ได้มีโอกาสและมีผู้คนที่รวบรวมกันมา สามารถจะตั้งพรรคการเมืองซึ่งมี จิตวิญญาณทางการเมือง ซึ่งผู้คนนั้นยังมีศรัทธาอยู่ผมก็รับทำหน้าที่ ขอประกาศให้ท่านทั้งหลายได้ทราบทั่วกันว่าผมเป็นหัวหน้าพรรคการเมือง ชื่อ พรรคพลังประชาชน ผมมีสมาชิกที่ได้รับเลือกตั้งมา 233 คน แล้วก็มาจัดคณะรัฐมนตรีตามจำนวนที่กฎหมายกำหนด แล้วก็จะเริ่มดำเนินการ เมื่อได้เฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณตามกฎหมายแล้ว ตามหน้าที่แล้ว ก็จะทำหน้าที่บริหารบ้านเมืองนี้

อ่านข่าวนี้ต่อ จาก ผู้จัดการออนไลน์
29 มกราคม 2551 19:50 น.

Monday, January 28, 2008

นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน นายกฯ คนที่ 25

“สมัคร”สมหวังตอนแก่ ส.ส. 6 พรรคร่วมรับบท“ฝักถั่ว” 310 คน ออกเสียงหนุนเป็นนายกฯ คนที่ 25 ของประเทศไทย ส่วน “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ที่ ปชป.เสนอแข่งได้ 163 เสียง

การประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี วันนี้(28ม.ค.) ผลปรากฏว่า สมาชิกสภาฯ จาก 6 พรรคร่วมรัฐบาลลงมติเลือกนายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน 310 เสียง ส่วนนายอภิสิทธิ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้คะแนน 163 เสียง เป็นอันว่านายสมัคร ได้เป็นว่าที่นายกรัฐมนตรีคนที่ 25 ของประเทศไทย ในวัย 73 หลังจากเข้าสู่วงการเมืองมาเกือบ 40 ปี
สำหรับการประชุมสภาผู้แทนราษฎรวันนี้ ถือเป็นการทำหน้าที่ควบคุมการประชุมนัดแรกของนายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาฯ ซึ่งเริ่มต้นขึ้นด้วยความร้อนแรง เมื่อนายชำนิ ศักดิเศรษฐ ส.ส.ประชาธิปัตย์ เสนอว่า ควรให้ผู้เสนอตัวดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแสดงวิสัยทัศน์หรือไม่ ซึ่งนายพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล ส.ส.กระบี่ พรรคประชาธิปัตย์ เห็นว่าควรให้มีการแสดงวิสัยทัศน์ โดยเฉพาะนายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน มีปัญหาคดีความต่างๆ ทั้งโทษจำคุก หรือแม้แต่คดีทุจริตรถดับเพลิงของกรุงเทพมหานคร
การอภิปรายของพิเชษฐ ทำให้ ส.ส.ของพรรคพลังประชาชนไม่พอใจและลุกขึ้นอภิปรายอย่างต่อเนื่อง ก่อนที่ประชุมจะมีมติ 306 เสียง ต่อ 145 เสียง ไม่ต้องให้มีการแสดงวิสัยทัศน์ และเดินหน้ากระบวนการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีโดยเปิดเผย ด้วยการขานชื่อสมาชิก ซึ่งบรรดาหัวหน้าพรรคการเมือง อย่าง พรรคชาติไทย และพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา ต่างโหวตให้นายสมัคร ขาดเพียง ม.ร.ว.กิติวัฒนา ไชยันต์ ส.ส.สัดส่วน จากพรรคเพื่อแผ่นดิน ที่ป่วยและพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 28 มกราคม 2551 12:36 น.
http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9510000011273

Saturday, January 26, 2008

บก.สส.หวั่น’เขมร’ดันขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก

กระทบไทยเสียดินแดน
พล.ท.พิชษณุ ปุจฉาการ โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงผลการประชุมสภากลาโหม ว่า กองบัญชาการทหารสูงสุด สรุปผลการประชุมเรื่องการบูรณาการเพื่อสนับสนุนการขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระ วิหารเป็นมรดกโลกให้ที่ประชุมรับทราบว่า ท่าทีของประเทศกัมพูชายังคงยืนยันเจตนารมณ์ในการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร ให้ได้ โดยพยายามเชิญชวนให้ประเทศต่างๆ ร่วมให้ความเห็นชอบ และมีการสร้างหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่เป็นเท็จ เพื่อสร้างประโยชน์ให้ฝ่ายกัมพูชา นอกจากนี้ ยังแสดงท่าทีข่มขู่ฝ่ายไทยว่าอาจจะเกิดความขัดแย้งขั้นรุนแรงได้ หากไทยพยายามขัดขวางเรื่องนี้

พล.ท.พิชษณุ กล่าวว่า เรื่องนี้มีผลกระทบต่อประเทศไทย เพราะหากการขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกกระทำสำเร็จ จะทำให้ดินแดนปราสาทพระวิหารได้รับการยอมรับว่าเป็นของกัมพูชาโดยปริยาย อาจส่งผลให้ไทยต้องเสียดินแดนดังกล่าว รวมทั้งผลประโยชน์ที่พึงได้ หากไทยมีส่วนร่วมในการพัฒนาปราสาทพระวิหาร ขณะเดียวกัน หากการขึ้นทะเบียนไม่สำเร็จก็อาจกระทบรุนแรงต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ไทยกับกัมพูชาได้

‘ประเทศไทยต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติ ดังนั้น จำเป็นต้องกำหนดท่าที ดังนี้ 1.ให้มีการประท้วงกัมพูชาอย่างเป็นทางการ โดยอาศัยช่องทางการทูตและองค์กรระหว่างประเทศ และต้องประชาสัมพันธ์ให้ต่างประเทศเข้าใจถึงความพยายามร่วมมือของไทยต่อกรณี ดังกล่าว 2.ประณามการกระทำของกัมพูชาที่เห็นประโยชน์ส่วนตนในการขอขึ้นทะเบียนมรดกโลก โดยลำพัง รวมทั้งกัมพูชาพยายามสร้างหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่เป็นเท็จและชักชวน ประเทศต่างๆ ให้เห็นชอบและช่วยเหลือตน’ โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าว

พล.ท.พิชษณุ กล่าวอีกว่า และ 3.รัฐบาลไทยต้องให้ความสำคัญเป็นลำดับความเร่งด่วนเป็นวาระระดับชาติ โดยให้ทุกหน่วยที่เกี่ยวข้องร่วมมือผนึกกำลัง เพื่อดำเนินการต่อกรณีดังกล่าวอย่างใกล้ชิด และติดตามสถานการณ์เตรียมพร้อมเผชิญสถานการณ์รุนแรงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ทั้งนี้ ทราบว่ารัฐบาลใหม่จะแต่งตั้งให้ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในการแก้ไขปัญหาสำคัญของชาติ จึงน่าจะเป็นโอกาสที่เหมาะสมที่จะให้ พล.อ.ชวลิต เข้ามาดูแลและติดตามเรื่องนี้ เพราะท่านเป็นคนที่มีประสบการณ์และมีความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้นำกัมพูชา จึงน่าจะแก้ปัญหาดังกล่าวได้ดี

เมื่อถามว่า หลักฐานที่กัมพูชาพยายามสร้างให้เป็นเท็จคืออะไร พล.ท.พิชษณุ กล่าวว่า เป็นการสร้างหลักฐานเรื่องเส้นแบ่งเขตแดน นอกจากนี้ หากไทยไม่ยอมเขาจะสร้างท่าทีไม่พอใจตามแนวชายแดน ซึ่งอาจจะกระทบกับประชาชนตามแนวชายแดน ทั้งนี้ กองทัพได้เน้นย้ำกองกำลังที่อยู่ตามแนวชายแดนเป็นกรณีพิเศษ โดยเฉพาะในพื้นที่กองทัพภาคที่ 2 ซึ่งเรื่องนี้ พล.อ.บุญรอด สมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเห็นว่ารัฐบาลใหม่ต้องผลักดันเรื่องนี้เป็นวาระ ของชาติโดยเร่งด่วน
ข่าวจาก Matichon-On Line :: http://www.matichon.co.th/news_detail.php?id=17846&catid=6

อุทยานประวัติศาสตร์พิมาย

ที่ตั้ง อุทยานประวัติศาสตร์พิมาย ตั้งอยู่ในเขตเทศบาลตำบลพิมาย อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา ห่างจากกรุงเทพมหานครไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ รวมระยะทางทั้งสิ้น ประมาณ ๓๒๐กิโลเมตร เมืองพิมายโบราณ ตั้งอยู่ฟากทิศตะวันออกของแม่น้ำมูล ผังเมืองเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า วางตัวในแนวทิศเหนือ – ใต้ และมีสาขาของแม่น้ำมูลไหลผ่านรอบเมือง กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถาน เมืองพิมายซึ่งรวมทั้งพื้นที่ของ อุทยานประวัติศาสตร์พิมายไว้ด้วย

ความสำคัญทางประวัติศาสตร์ จากหลักฐานการขุดค้นทางโบราณคดีภายในเมืองพิมายได้พบหลักฐานการอยู่อาศัยของคนสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ที่มีอายุระหว่าง ๒,๐๐๐ - ๒,๕๐๐ ปีมาแล้ว รวมไปถึงหลักฐานของอิทธิพลวัฒนธรรมของทวารวดี ที่คงเคยมีโบราณสถานอยู่ภายในบริเวณนี้ ต่อมาเมื่ออิทธิพลวัฒนธรรมเขมรเข้ามาได้มีการรื้อทำลาย และสร้างศาสนสถานตามคติความเชื่อของตนเองขึ้นมาแทน เมืองพิมายเป็นเมืองที่สร้างตามแบบแผนของศิลปะเขมร คือมีกำแพงเมืองและคูน้ำล้อมรอบเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า โดยมีประตูเมืองทั้ง ๔ ด้าน จากจารึกที่พบอยู่บนซุ้มประตูระเบียงคดด้านทิศใต้ของปราสาทหินพิมาย ได้กล่าวถึงศักราช พ.ศ. ๑,๖๕๑ - ๑,๖๕๕ กล่าวถึงพระนามพระเจ้าธรณินทรวรมันที่ ๑ และจากหลักฐานทางศิลปะที่ปรากฏอยู่ที่ปราสาทหินพิมายจะอยู่ระหว่างปลายศิลปเขมรแบบบาปวน และตอนต้นของแบบนครวัด คือราวตอนกลางพุทธศตวรรษที่ ๑๗ สืบมาจนถึงสมัย พระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ (พ.ศ. ๑๗๒๐ - ๑๗๖๒) ได้ทรงโปรดให้สร้างพระรูปของพระองค์ประดิษฐานไว้ในปรางค์พรหมทัต ภายในบริเวณปราสาทหินพิมาย เมื่ออิทธิพลของวัฒนธรรมเขมรเริ่มเสื่อมลงหลังรัชสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่๗ และมีการสถาปนาอาณาจักรสุโขทัยในเวลาต่อมา เมืองพิมายก็คงยังอยู่แต่ลดบทบาทลง เพราะไม่ปรากฏหลักฐานเกี่ยวกับเมืองพิมายเลยในสมัยสุโขทัย

เมืองพิมายกลับมามีความสำคัญอีกครั้งหนึ่งเมื่อเสียกรุงศรีอยุธยาแก่พม่า ครั้งที่ ๒ ในปี พ.ศ. ๒๓๑๐ กรมหมื่นเทพพิพิธพระราชโอรสของพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ทรงรวบรวมผู้คนมาตั้งตัวเป็นใหญ่เรียกว่า ก็กเจ้าพิมาย ขึ้นที่เมืองพิมาย แต่ในที่สุดก็ถูก พระเจ้าตากสินมหาราช ปราบปรามจนราบคาบ ใน พ.ศ.๒๓๑๑

ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ยังคงปรากฏตำแหน่งหลวงปลัดพิมายอยู่ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พ.ศ. ๒๓๖๙ จนกระทั่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรง ปฏิรูปการปกครองหัวเมือง พ.ศ. ๒๓๖๙ เมืองนครราชสีมา ชัยภูมิและบุรีรัมย์ได้รวมกันเป็น มณฑลนครราชสีมา เมืองพิมายจึงมีฐานเป็นอำเภอที่ขึ้นกับจังหวัดนครราชสีมาจนถึงปัจจุบันนี้

กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนปราสาทหินพิมาย เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๙ และ พ.ศ.๒๕๑๙ - ๒๕๓๒ กรมศิลปากรได้จัดตั้งโครงการอุทยานประวัติศาสตร์พิมายขึ้น และทำการบูรณะปรับปรุงจนแล้วเสร็จ โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ พระราชดำเนิน เป็นองค์ประธานในพิธีเปิด เมื่อวันที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๓๒ และเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าชมจนถึงปัจจุบัน